ชาติพันธุ์วรรณา (ethnography)
หมายถึง 1) รายงานการศึกษาที่แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตทางสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชน ชนชาติ ชนเผ่า ในที่ใดที่หนึ่ง ณ เวลาหนึ่ง และ 2) การวิจัยเชิงคุณภาพแบบหนึ่ง ซึ่งมีรูปแบบและวิธีดำเนินการเฉพาะ มีรายงานการศึกษาเรียกว่า รายงานชาติพันธุ์วรรณนา
ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา มีวิวัฒนาการคือ ความหลากหลายของแนวคิดและกระบวนทัศน์ที่นำมาใช้ในการทำวิจัย นอกจากแนวคิดนัยนิยม (interpretivism) แล้วยังมีแนวคิดที่มีมุมมองเกี่ยวกับความจริงและการแสวงหาความจริง คล้ายกับนัยนิยมอีกหลายแนวคิด เช่น แนวคิดประกอบสร้างทางสังคม (social constructivism) แนวคิดหลังสมัยใหม่ (postmodernism) ทฤษฎีวิพากษ์ (critical theory) และแนวคิดสตรีนิยม (feminism) ความหลากหลายของแนวคิดหมายถึงความหลากหลายในเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการทำวิจัยด้วย ตัวอย่างเช่น นักวิจัยที่ใช้ทฤษฎีวิพากษ์และแนวคิดสตรีนิยมเป้าหมายของการทำวิจัยไม่ใช่ความรู้ทางวิชาการเท่านั้น แต่เพื่อแก้ปัญหาสังคมอย่างใดอย่างหนึ่งด้วย
ลักษณะสำคัญของการวิจัยแบบชาติพันธุ์วรรณนา
– เป็นการศึกษาปรากฏการณ์ทางสังคมและวัฒนธรรมในสถานการณ์ที่ไม่มีการควบคุม
– นักวิจัยมีปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับผู้ร่วมวิจัย
– ใช้ข้อมูลหลายประเภทและวิธีการเก็บข้อมูลหลายแบบ รวบรวมข้อมูลและหาข้อสรุปด้วยวิธีอุปนัย (inductive method)
– ตีความ และสร้างแนวคิด/คำอธิบายภายในบริบททางสังคมและวัฒนธรรม
1) การศึกษาปรากฏการณ์ทางสังคมและวัฒนธรรมในสถานการณ์ที่ไม่มีการควบคุม
วิธีที่นักวิจัยชาติพันธุ์วรรณนาเคยใช้ได้ผลกับผู้ร่วมวิจัยกลุ่มหนึ่ง ในสถานที่และเวลาหนึ่ง เมื่อนำไปใช้กับกลุ่มที่มีลักษณะต่างออกไป หรือในสถานที่และเวลาอื่น อาจจะคาดหวังผลลัพธ์อย่างเดิมไม่ได้เลย
2) นักวิจัยมีปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับผู้ร่วมวิจัย
กลยุทธ์สำคัญที่นักวิจัยชาติพันธุ์วรรณาใช้เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับคนในชุมชนที่ศึกษา มีชื่อเรียกเฉพาะในการวิจัยเชิงคุณภาพว่า การสังเกตอย่างมีส่วนร่วม (participant observation) มีความหมาย 2 อย่าง 1) การเก็บข้อมูลด้วยการที่นักวิจัยมีส่วนร่วมอยู่ในปรากฏการณ์ที่ตนทำการสังเกตเพื่อการเรียนรู้สิ่งนั้นแบบสดๆ 2) กลยุทธ์การทำวิจัยภาคสนาม เพื่อให้สามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกและเป็นองค์รวม โดยการสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มเป้าหมายในการศึกษาจนได้รับความไว้วางใจ ก่อนทำการเก็บข้อมูล เปรียบเสมือนกุญแจที่จะเปิดประตูสู่ข้อมูล นักวิจัยสามารถเลือกใช้เทคนิคการเก็บข้อมูลได้หลายแบบ เช่น เทคนิคการสังเกต เทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึก เทคนิคการอภิปรายกลุ่ม ทุกแบบจะอยู่บนฐานของกลยุทธ์วางตนอยู่ในสถานะของผู้สังเกตแบบมีส่วนร่วม อยู่กับกลุ่มคนหรือชุมชนที่ศึกษา มีบทบาท 2 อย่าง ไปพร้อมกัน คือ ผู้สังเกตแบบมีส่วนร่วม (คนใน) อีกบทบาทหนึ่ง คือ คนนอก ที่เน้นความเคร่งครัดในการใช้เครื่องมือเก็บข้อมูลอย่างถูกต้อง ตามสมรรถนะของวิธีนั้นๆ นักวิจัยควรดำรงบทบาททั้งสองนี้อย่างสมดุล
3) การใช้วิธีการหลายประเภทและใช้วิธีการเก็บข้อมูลหลายแบบ จะช่วยให้นักวิจัยสามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลตามหลัก triangulation ได้ในเวลาเดียวกัน (การตรวจสอบสามเส้า มี 7 วิธี: 1. data – เปรีบเทียบและตรวจสอบความแน่นอนของข้อมูล 2. multiple investigator – นักวิจัยหลายคนเก็บข้อมูล, 3. multiple analyst – ผู้วิเคราะห์ข้อมูลมากกว่า 2 คน, 4. reviews – บุคคลที่ไม่ใช่นักวิจัยทำการทบทวนข้อค้นพบจากการวิเคราะห์ของคณะวิจัย 5. method – เปรียบเทียบข้อมูลที่ได้มาจากการเก็บข้อมูลหลายวิธีการ, 6. theory – การใช้มุมมองของทฤษฎีต่างๆ มาพิจารณาข้อมูลชุดเดียวกัน, 7. interdisciplinary triangulation – การใช้สหวิทยาการมาร่วมวาทกรรมอธิบายข้อต้นพบต่างๆ)
4) รวบรวมข้อมูลและหาข้อสรุปแบบอุปนัย
นักวิจัยแบบชาติพันธุ์วรรณนาดำเนินการวิจัยด้วยวิธีอุปนัย หมายถึง แนวทางแสวงหาความรู้ โดยอาศัยหลักฐานจากข้อมูลเชิงประจักษ์ที่รวบรวมมาเป็นการเฉพาะ เพื่อวิเคราะห์หาข้อสรุปทั่วไป ข้อมูลและข้อสรุปที่ได้ไม่ได้อิงอยู่กับกรอบแนวคิดหรือทฤษฎีที่นักวิจัยสร้างไว้ก่อนลงมือทำวิจัย อาจใช้หลักอุปนัยทั้งในขั้นตอนเก็บข้อมูล และขั้นตอนวิเคราะห์ข้อมูล
อุปนัยในขั้นตอนเก็บข้อมูล คือการรวบรวมข้อมูลที่ไม่ได้ถูกชี้นำโดยแนวทางที่นักวิจัยวางเป็นกรอบเอาไว้ก่อน แต่นักวิจัยรวบรวมข้อมูลโดยอาศัยคำถามการวิจัยเป็นแนวทาง และใช้เครื่องมือที่เปิดกว้าง โดยผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้กำหนดคำตอบเอง นักวิจัยทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ตั้งคำถาม (ปลายเปิด) ที่เหมาะสมเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนในการวางแนวคำตอบไว้ล่วงหน้าสำหรับให้ผู้ตอบเลือก เหมือนในการใช้แบบ สอบถามสำหรับการวิจัยเชิงปริมาณ
อุปนัยในขั้นตอนวิเคราะห์ข้อมูล คือ การไม่ใช้กรอบแนวคิดหรือทฤษฎีจากแหล่งอื่นมาเป็นแนวทางเพื่อทำการวิเคราะห์หาข้อสรุป แต่เริ่มด้วยการพินิจพิเคราะห์และตีความข้อมูลที่มีอยู่ จนเริ่มมองเห็นข้อสรุปเบื้องต้นจากข้อมูลนั้น นักวิจัยอาจจะตั้งสมมติฐานขึ้นมาจากข้อมูลที่มีอยู่ (ไม่ได้ตั้งไว้ก่อนเก็บข้อมูล) จุดประสงค์คือ เพื่อจะยืนยันให้มั่นใจว่า ข้อสรุปที่เริ่มมองเห็นนั้นมีหลักฐาน (จากข้อมูลที่รวบรวมมาแล้ว) ยืนยันเพียงพอหรือไม่ การบรรลุถึงข้อสรุปโดยวิธีนี้ เป็นลักษณะของการดำเนินการแบบอุปนัย ข้อสรุปที่ได้เป็นข้อสรุปที่มีฐานอยู่ในข้อมูลโดยตรง
5) ตีความข้อมูลและสร้างคำอธิบายโดยคำนึงถึงบริบท
บริบท คือสภาพแวดล้อมของบุคคล ชุมชน หรือปรากฏการณ์ที่ศึกษา ซึ่งหมายรวมทุกอย่าง นับตั้งแต่สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ไปจนถึงบรรยากาศทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง ศาสนา การสื่อสาร ฯลฯ ในการวิจัยแบบชาติพันธุ์วรรณนา บริบททางวัฒนธรรมถือว่าเป็นบริบทที่สำคัญเป็นพิเศษ
ในทางมานุษยวิทยา ทุกอย่างที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อสนองความต้องการในการดำรงชีวิต โดยมีการสั่งสม ปรับปรุง และส่งต่อสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ถือว่าเป็นวัฒนธรรมทั้งสิ้น ประกอบด้วย (1) ส่วนที่เป็นรูปธรรม เช่น เทคโนโลยี่ เศรษฐกิจ การเมือง วิธีปฏิบัติในเรื่องต่างๆ ลักษณะความสัมพันธ์ที่มนุษย์มีต่อกัน รวมถึงวิธีการจัดการกับธรรมชาติแวดล้อมด้วย (2) ส่วนที่เป็นนามธรรม หรือ ที่เกี่ยวกับจิตใจ เช่น กฏเกณฑ์ กฏหมาย แบบแผน ศีลธรรม ขนบประเพณี ประวัติศาสตร์ ค่านิยม คุณธรรม ศาสนา ภูมิปัญญาท้องถิ่น ทุนทางสังคม เป็นต้น
การให้ความสำคัญกับบริบทมีนัยสำคัญต่อการทำวิจัยแบบชาติพันธุ์วรรณนา อย่างน้อย 2 ประการ
(1) นอกจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็นคำถามในการวิจัยแล้ว มีเรื่องอะไรบ้างที่จะช่วยเสริมให้ข้อสรุปหรือคำอธิบายจากการวิเคราะห์ของตนชัดเจนขึ้น คำตอบจะช่วยให้กำหนดได้ว่าควรจะมีข้อมูลเชิงบริบทอะไรบ้างในรายการข้อมูลที่จะเก็บรวบรวม
(2) การตีความข้อมูลและการหาข้อสรุปจะต้องสะท้อนบริบทที่สิ่งนั้นดำรงอยู่ เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะขาดมิได้
การเลือกตัวอย่างในการวิจัยแบบชาติพันธุ์วรรณนา
(1) สถานที่ หรือปรากฏการณ์ (2) บุคคลที่จะเลือกมาเป็นผู้ให้ข้อมูล
แม้ว่าโดยทั่วไป การวิจัยแบบชาติพันธุ์วรรณนาจะเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive sampling) โดยถือเอาจุดประสงค์การวิจัยเป็นเกณฑ์ แต่ก็มีหลักในการพิจารณาเฉพาะที่ควรทราบบางประการ เบื้องต้นนอกจากต้องคำนึงถึงคำถาม เป้าหมายและวัตถุประสงค์ และกรอบแนวคิดของการวิจัยแล้ว นักวิจัยควรพยายามตอบคำถามต่อไปนี้
– สถานที่ กลุ่มชน หรือปรากฏกาา์ณเช่นใด เหมาะที่จะให้ข้อมูลเพื่อตอบคำถามการวิจัยได้ตรงตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ตั้งเอวไว้?
– กลุ่มตัวอย่าง (กลุ่มคน สถานที่ หรือปรากฏการณ์) ที่มีลักษณะอย่างไร จะให้ข้อมูลที่ต้องการ ตามที่ระบุในโครงร่างการวิจัยได้ดีที่สุด และจะเข้าถึงคนเหล่านั้นได้ที่ไหน ด้วยวิธีใด?
นักวิจัยต้องตอบคำถาม ว่าทำไมตัวอย่างนั้น (ชุมชน เหตุการณ์ ปรากฏการณ์ ฯลฯ) จึงควรเลือก หรือไม่ควรเลือก สำหรับการศึกษาของตน ความเป็นไปได้ที่จะเข้าถึงตัวอย่างนั้น รวมถึงอุปสรรค เวลาและทรัพยากรที่มีอยู่ของนักวิจัยด้วย
มีเกณฑ์ที่สามารถปฏิบัติได้ 3 ข้อ
(1) เกณฑ์คุณสมบัติ (inclusion/exclusion criteria) คือ ลักษณะสำคัญที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือก ที่เข้าข่าย และไม่เข้าข่าย
(2) เกณฑ์ข้อมูล (data criteria) คือ รายการข้อมูลหลักๆ ที่นักวิจัยต้องการ รายไหน/ที่ไหน น่าจะให้ข้อมูลที่ต้องการได้ดีที่สุด
(3) เกณฑ์สิ่งอำนวยความสะดวก (facility criteria) คือ รายการสิ่งอำนวยความสะดวกที่จะเอื้อให้นักวิจัยอยู่ในชุมชนและเก็บข้อมูลในฐานะผู้สังเกตแบบมีส่วนร่วม ได้อย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ
การเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง ไม่ได้เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายว่า จะให้ได้ตัวอย่างที่เป็นตัวแทน การวิจัยเชิงคุณภาพที่ต้องศึกษาเจาะลึกกับกลุ่มตัวอย่างซึ่งโดยมากเป็นชุมชนเดียว การเลือกตัวอย่างที่จะให้ได้ความเป็นตัวแทนเหมือนในการวิจัยเชิงปริมาณนั้น อาจเป็นเรื่องยากเกินกว่าที่จะเป็นจริงได้
ผู้ให้ข้อมูลต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ มีประสบการณ์ มีความคิดที่น่าสนใจในชุมชน หรือในบางครั้งอาจเป็นผู้รู้ที่อยู่นอกชุมชนที่ศึกษาก็ได้
นอกจากนี้แล้ว ในการศึกษานักวิจัยอาจต้องเลือกตัวอย่างบางราย เพื่อศึกษาลงลึกเป็นกรณีพิเศษ เพื่อทดสอบข้อสรุปหรือการตีความผลการศึกษาของตน กรณีเช่นนี้ ควรเป็นกรณีที่เด่นๆ ทั้งในเชิงสนับสนุนและในเชิงแย้งกับแนวคิดของนักวิจัย และควรเป็นกรณีที่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ได้มากกว่าและลุกกว่ารายอื่นๆ กรณีศึกษาเช่นนี้ อาจจะเลือกได้มากกว่าหนึ่งรายเพื่อแสดงประเด็นสำคัญๆ ในการวิจัย
ชาติพันธุ์วรรณนาในฐานะการศึกษาเฉพาะกรณี
1) การวิจัยแบบนี้มีลักษณะไม่ต่างกับการศึกษาเฉพาะกรณี (case study) แต่จำกัดเฉพาะที่มุ่งทำความเข้าใจประเด็นที่ศึกษา โดยอาศัยมุมมองและกรอบการอธิบายที่อิงอยู่กับมโนทัศน์ทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของชาติพรรณวรรณนา
2) วิธีดำเนินการ
กำหนดคำถามให้ชัด แล้วถามตัวเองว่า จะทำกรณีศึกษาเพื่อจุดประสงค์อะไร จะเลือกอะไรเป็นกรณีสำหรับศึกษา และจะดำเนินการรวบรวมข้อมูลอะไร ด้วยวิธีใด
มีเรื่องที่ควรทำความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการแบบชาติพันธุ์วรรณนา 2 เรื่อง ต่อไปนี้
(1) จุดประสงค์ของการศึกษาเฉพาะกรณี
– เป็นส่วนประกอบของการวิจัยเรื่องอื่น อาจเปรียบเหมือน ภาพประกอบ หรือ หลักฐาน ที่เสริมการบรรยายเรื่องราวให้ผู้อ่านเข้าใจชัด นักวิจัยอาจทำกรณีศึกษาขนาดเล็ก ที่ใช้เวลาไม่นาน โดยใช้วิธีการศึกษาที่เป็นมาตรฐานสำหรับชาติพันธุ์วรรณนาในการดำเนินการ
– เป็นการวิจัยที่เบ็ดเสร็จในตัวเอง เลือกกรณีมาศึกษา เพราะ เป็นเรื่องน่ารู้และมีคุณค่าทางวิชาการในตัวมันเอง; ต้องการชี้ให้เห็นว่า กรณีที่เลือกมามีกรณีอื่นๆ ที่คล้ายกัน ที่สามารถเป็นข้อสรุปได้; ต้องการใช้กรณีที่เลือกมาศึกษาแสดงแนวคิด มุมมองทางทฤษฎี หรือข้อเสนอ (argument) ของนักวิจัย
(2) รูปแบบการดำเนินการ
– เชิงพรรณนา (descriptive) มุ่งแสดงรายละเอียดและบริบทอย่างสมบูรณ์ของสิ่งที่เลือกมาศึกษา มักเป็นเรื่องใหม่ๆ หรือเรื่องที่ยังไม่มีความรู้มาก่อน
– ค้นหาประเด็น (exploratory) ที่นักวิจัยต้องการความชัดเจน ว่า อะไรคือประเด็นที่แท้จริง ของปรากฏการณ์ที่ตนสนใจ ศึกษาให้ลึกซึ้งต่อไป ด้วยการวิจัยที่จะตามมาภายหลัง กรณีแบบนี้เป็นการศึกษานำร่อง
– มุ่งวิเคราะห์เพื่อหาคำอธิบาย (explanatory) ปรากฏการณ์ที่ขาดคำอธิบายที่เพียงพอสำหรับการทำความเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์
รูปแบบการศึกษาเฉพาะกรณี ทั้ง 3 ข้างต้น ไม่จำเป็นต้องแยกเป็นอิสระจากกัน อาจใช้ทั้งแบบเชิงพรรณนาและเชิงวิเคราะห์เพื่อหาคำอธิบายไปพร้อมกัน
เมื่อไรควรใช้การวิจัยแบบชาติพันธุ์วรรณนา
1) เมื่อต้องการหาความรู้เกี่ยวกับกลุ่มชน องค์กร หรือปรากฏการณ์ ที่ยังไม่มีการศึกษามาก่อน (investigative use) โดยเลือกประเด็นที่ความรู้ในเรื่องนั้นมีอยู่จำกัด
2) เมื่อต้องการค้นหาประเด็นใหม่ๆ ของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง (exploratory use) มักเป็นการศึกษาเชิงพรรณนา
3) เมื่อต้องการหาคำอธิบายสำหรับปัญหาที่ยังไม่มีคำอธิบาย หรือคำอธิบายที่มีอยู่ยังไม่เป็นที่พอใจ (explanatory use)
4) เพื่อเสริมหรือใช้ร่วมกับการวิจัยเชิงปริมาณ (complementary use)
– ใช้ก่อนเริ่มทำการวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อหาประเด็นที่จะตั้งเป็นคำถาม และสมมติฐานการวิจัยที่เหมาะสม หรือเพื่อหาความรู้เบื้องต้นสำหรับสร้างแบบสอบถาม ที่จะใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ
– ใช้หลังจากการวิจัยเชิงปริมาณ เพื่ออธิบายข้อค้นพบบางประเด็น ที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยข้อมูลเชิงปริมาณที่มีอยู่
– ใช้คู่ขนานไปกับการวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อทำความเข้าใจในประเด็นใดประเด็นหนึ่งในระดับลึก
– เพื่อประเมินผลโครงการ (evaluative use) มักใช้คำถามประเภทที่ต้องการเข้าใจกระบวนการและเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ หรือความล้มเหลวของโครงการ/กิจกรรม
ข้อจำกัดของการวิจัยแบบชาติพันธุ์วรรณนา
1) ใช้มโนทัศน์ทางวัฒนธรรมเป็นมุมมองในการวิเคราะห์ ควรมีพื้นฐานความรู้ด้านมานุษยวิทยาวัฒนธรรม ที่ว่าด้วยพฤติกรรมทางวัฒนธรรม
2) การเก็บข้อมูลภาคสนามแบบชาติพันธุ์วรรณนาต้องใช้เวลานาน ด้วยวิธีการสังเกตอย่างมีส่วนร่วม บางคนใช้เวลาเป็นปีหรือมากกว่านั้น
3) ข้อมูลวิเคราะห์ยาก เพราะมักจะมีข้อมูลหลากหลายชนิด
ที่มา: ชาย โพสิตา. 2564. ศาสตร์และศิลป์ การวิจัยเชิงคุณภาพ คู่มือนักศึกษาและนักวิจัยสังคมศาสตร์. บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ จำกัด (มหาชน).
