ทำไมทัศนคติจึงสำคัญนัก

ทัศนคติ แสดงถึงความคิดเห็นของคุณต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่อยู่รอบข้าง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นวัตถุ สิ่งของ สิ่งมีชีวิต หรือเป็นเพียงเหตุการณ์แวดล้อมที่เกิดขึ้นรอบตัวคุณ

ทัศนคติ สามารถเป็นไปได้ ทั้งความคิดเห็นในทางบวก ความคิดเห็นในทางลบ หรือ ความคิดเห็นที่เป็น กลางต่อสิ่งเร้า ทำให้ผู้ถูกกระตุ้นเกิดความรู้สึกและตัดสินสิ่งที่เกิดขึ้นว่าชอบ เกลียด พอใจ หรือไม่แน่ใจ ฯลฯ

ออลพอร์ต กล่าวว่า ทัศนคติ คือ ความคิดรวบยอดที่ไม่สามารถขาดหายได้ของจิตวิทยาสังคม

การรับรู้ ความพึงพอใจ และพฤติกรรม

การตอบสนองทางการรับรู้ประกอบด้วยการตอบสนองที่มีผลต่อการจดจำ การรับรู้ และข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งเร้า เช่นหากกล่าวถึงความเชื่อที่มีความเกี่ยวข้องกับอาชีพแพทย์ของแต่ละบุคคล ทุกคนอาจมีความเชื่อที่แตกต่างกันไป ผู้ที่มีทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพแพทย์มักจะมีจุดควบคุมอารมณ์ต่ำต่อสิ่งกระตุ้นทางบวก แต่ในขณะที่คนมีทัศนคติแง่ลบ พวกเขาจะมีจุดควบคุมอารมณ์ต่ำกับสิ่งกระตุ้นทางลบ

การตอบสนองความพึงพอใจเกี่ยวกับความรู้สึกที่มีต่อวัตถุเร้า ยกตัวอย่างเช่น การตอบสนองความพึงพอใจต่องานบริการทางการแพทย์ ได้แก่ คำพูดชื่นชมหรือตำหนิติเตียน ความชื่นชอบหรือขยะแขยง ดังนั้น คนที่ยืนยันว่าชื่นชอบนายแพทย์หรือพยาบาล หรือรู้สึกดีกับบริการด้านการแพทย์ มักจะมีทัศคติที่ดีต่ออาชีพนี้ แต่คนที่กล่าวว่า ความคิดของตนต่อแพทย์และโรงพยาบาลนั้น คือความน่ารังเกียจ พวกเขาก็จะมีทัศนคติลบต่อวิชาชีพนี้

การตอบสนองด้านพฤติกรรม หมายถึงความโอนเอียง ความตั้งใจ ข้อผูกมัดและการกระทำที่แสดงออกทางพฤติกรรมต่อวัตถุนั้นๆ อาจพิจารณาจากการใช้คำพูด การวางแผนหรือความน่าจะเป็นในการคิดทำหรือไม่ทำภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสมบางประการ ดังนั้นคนที่มีความคิดในแง่ลบกับอาชีพทางการแพทย์อาจกล่าวว่าตนจะไม่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และจะพบหมอเมื่อจำเป็นที่สุดเท่านั้น หรืออาจไม่สนับสนุนให้ลูกของตนเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนแพทย์ ผู้ที่มีทัศนคติที่ดีอาจกล่าวถึงความตั้งใจของตนที่จะบริจาคเงินให้มูลนิธิเพื่อสร้างอาคารโรงพยาบาลหลังใหม่ ทำตามคำแนะนำทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด หรือพวกเขาอาจจะวางแผนส่งบุตรหลานเข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ ทั้งยังชอบอ่านและศึกษาความก้าวหน้าทางวิทยาการแพทย์ใหม่ๆ อีกด้วย

การที่คนเราจะมีพฤติกรรมหนึ่งๆ นั้นย่อมต้องมีมีพื้นฐานมาจากทัศนคติ ซึ่งตัวของทัศนคติเองนั้นสามารถแบ่งได้เป็นสามส่วนย่อยคือ การรับรู้ ความพึงพอใจ และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

อิเมอร์สัน (Emerson) กล่าวว่า “จงระวังในสิ่งที่คุณคิด เพราะมันจะเป็นไปตามนั้น”หมายความว่า “หากคุณคิดว่าทำไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ คุณก็จะทำไม่ได้ตามที่คิด” ในทางตรงกันข้าม “หากคุณคิดว่า ต้องทำได้ ทุกอย่างต้องเป็นไปได้” เมื่อนั้น เราก็จะเกิดความเชื่อมั่นและมีความปรารถนาอันแรงกล้า เพื่อจะพยายามทำในสิ่งที่ตั้งใจและเชื่อมั่นนั้นให้ประสบกับความสำเร็จ นี่คือ พลังของการคิดบวก

ดังนั้น พนักงานที่มีความคิดสร้างสรรค์และคิดหาวิธีอันชาญฉลาดในการจัดการงานที่ตนรับผิดชอบและงานที่เจ้านายมอบหมายเพิ่มเติมได้ตามเวลานั้น ไม่ใช่เพราะพวกเขามีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าพนักงานอื่น แต่เป็นเพราะพวกเขามีความเชื่อมั่น มีทัศนคติที่ดี และมีความมั่นใจในตัวเองมากกว่า และจะกลายเป็นพนักงานที่โดดเด่นที่สุด

ที่มา: ทัศนคติกำหนดทุกสิ่ง

ใส่ความเห็น

เว็บนี้ใช้ Akismet เพื่อลดสแปม. เรียนรู้ว่าข้อมูลแสดงความเห็นของคุณถูกประมวลผลอย่างไร.