1. ฉันตอบทุกคำถาม
ฉันไม่จำเป็นต้องทำ แต่ดูเหมือนว่ามันจะเร็วกว่า และใช้ความพยายามที่น้อยกว่าของฉันได้ในทันที
แต่ทุกครั้งที่ฉันตอบคำถามในสิ่งที่ทีมของฉันสามารถทำได้เอง ฉันได้สอนเค้าว่า การคิดและตัดสินใจจะต้องเช็กกับฉันก่อน
พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่ฉลาด นั่นจึงควรเป็นสิ่งที่พวกเขาทำได้
เมื่อเร็วๆ นี้ฉันเพิ่งส่งพวกเขาไปจัดการเรื่องต่างๆ ทั้งๆ ที่ฉันเองนั่นแหละที่เป็นต้นเหตุ
2. ฉันแก้ไขงานของพวกเขา
ฉันจะมอบหมายงานทั้งโครงการให้ผู้อื่นรับผิดชอบ พร้อมทั้งจัดทำคู่มือขั้นตอนการปฏิบัติงาน (SOP) สำหรับการดำเนินงาน แต่ถึงกระนั้น ฉันก็จะยังตรวจสอบรายละเอียดอย่างละเอียดถี่ถ้วนแบบบรรทัดต่อบรรทัดด้วยตัวเอง ก่อนที่จะส่งงานออกไป
3. ฉันอธิบายรายละเอียดวิธีการทำมากเกินไป
ฉันคิดว่าตัวเองกำลังอธิบายอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว โดยให้คำแนะนำทีละขั้นตอนสำหรับทุกอย่างเลย
แต่เมื่อลูกค้าขอให้เพิ่มบางอย่างเข้ามา หรือขั้นตอนที่ไม่สามารถดำเนินการให้เสร็จสิ้นได้ ทีมของฉันก็ชะงักงันไป
โครงการต้องหยุดชะงักและรอฉันอยู่ เพราะพวกเขาไม่เคยรู้สึกเป็นเจ้าของผลลัพธ์ของงานเลย
แค่ทำตามคำแนะนำ
และมันทำให้ฉันสูญเสียโอกาสคิดเป็นมูลค่าหลายแสนดอลลาร์ ซึ่งฉันก็โทษใครไม่ได้นอกจากตัวเอง
4. ฉันพร้อมสำหรับทุกอย่างเสมอ
ทุกข้อความใน WhatsApp ทุกคำถามสั้นๆ ทุกการตัดสินใจที่ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สุดท้ายกลับมาอยู่ที่โต๊ะทำงานของฉัน
ฉันคิดว่านั่นคือสิ่งที่ผู้นำที่ดีเขาทำกัน การอยู่ใกล้ชิดและเข้าถึงได้ง่าย ไม่ปล่อยให้ทีมรู้สึกติดขัดหรือไปต่อไม่ได้
ซึ่งสิ่งที่ฉันทำจริงๆ นั้นก็คือ แน่ใจว่าพวกเขาคงหาทางออกไม่ได้อย่างแน่นอนหากไม่มีฉัน
ใช่ ฉันรู้สึกเหมือนติดกับดัก เหมือนไม่มีจังหวะให้ได้พักหายใจเลย หรือจะเดินออกมาก็ไม่ได้ เพราะถ้าทำแบบนั้นทุกอย่างคงพังทลายลงมาหมด
อัจฉริยะ > ผู้ช่วยให้รอด
คุณไม่สามารถเป็นฮีโร่ที่คอยกอบกู้ทุกคนในทีมไปพร้อมๆ กับการทำงานในส่วนที่เป็นจุดแข็งและความถนัดสูงสุดของคุณได้
เลือกสักอย่าง
และนั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้พนักงานระดับท็อปของคุณลาออกในท้ายที่สุด แต่เรื่องนี้คงต้องยกยอดไปคุยกันในโอกาสหน้า
ที่มา: https://www.instagram.com/p/DanxLuzFVn-/?igsh=Y243eHdsNGdsdzZs
